สิ่งที่ควรรู้ก่อนซื้อโปรเจคเตอร์ เพื่อไม่ให้ซื้อมาเก้อแบบใช้ไม่ได้

โปรเจคเตอร์

•ว่ากันด้วยเรื่องของโปรเจคเตอร์

ไอเท็มที่กำลังมาแรงในช่วงนี้ ก็เป็นอะไรไปไม่ได้นอกจากโปรเจคเตอร์ ไอเท็มนี้เป็นสิ่งที่เราต้องออกมาพูดถึงกันเลยทีเดียว เพราะอยู่ดี ๆ โปรเจคเตอร์ก็กลายเป็นของแรไอเท็มที่ใครต่างก็พากันอยากได้ อยากได้มาครอบครองเอามาไว้ฉายนอนดูหนังเล่น ๆ  ชิลล์ ๆ อยู่ที่บ้าน และในตอนนี้ถ้าเราจะซื้อโปรเจคเตอร์นั้นมันก็มีสิ่งที่ต้องคำนึงก่อนซื้ออยู่ ต้องคิดและตัดสินใจให้ดีก่อนที่จะซื้อลงไป สิ่งที่ต้องคำนึงก่อนซื้อมีอะไรบ้าง ตามไปดูกัน

•สิ่งที่ควรคำนึงก่อนจะซื้อ

เบื้องต้นนี้ หลายๆ ท่านคงทราบและคุ้นเคยกับปัจจัยพื้นฐานในการเลือกใช้ Projector มาบ้างแล้ว ประกอบด้วย

-ขนาดหน้าจอ (สำคัญที่สุด)

-ระยะห่างระหว่างตัวเครื่องกับหน้าจอ

-ความสว่างของห้องที่ต้องการใช้งาน

สิ่งนี้เป็นเพียงองค์ประกอบหนึ่งเท่านั้นในการตัดสินใจในการซื้อ แต่ยังมีองค์ประกอบและรายละเอียดอื่น ๆ อีกมากมาย ทางที่ดีลองศึกษาถึงข้อมูลแต่ละแบบและหลักการใช้งานแต่ละอย่างที่แตกต่างกันโดยละเอียดด้วยตัวเองก่อนที่จะซื้อ

•เลือกตามความเหมาะสม

วิธีเลือกซื้อโปรเจคเตอร์ ต้องคำนึงถึงชนิดของมันด้วย ซึ่งเราสามารถแบ่งประเภทการใช้งานของดิจิตอลโปรเจคเตอร์ออกมา 4 กลุ่มหลัก ๆ ดังนี้

1 Pocket Projector (Pico)

พ็อกเก็ตโปรเจคเตอร์ คือเครื่องฉายขนาดพกพาเหมาะสำหรับคนที่ต้องการความสะดวกในการเคลื่อนย้าย เปบี่ยนสถานที่อยู่บ่อย ๆ ไม่ได้ปักหลักถาวร เพราะขนาดของโปรเจคเตอร์ประเภทนี้จะไม่ใหญ่มาก สามารถที่จะพกพาไปไหนก็ได้เลย บางรุ่นถึงกับเล็กกว่าสมาร์ทโฟนเลยทีเดียว ส่วนใหญ่จะถูกใช้งานในลักษณะอุปกรณ์เสริม

Pico โดยมากจะใช้ระบบไฟ LED จะมีความสว่างที่ไม่สูงมาก ประมาณ 25 ถึง 1,500 lumens เท่านั้น ช่วยในเรื่องของการประหยัดพลังงานได้ดีกว่าปนะเภทอื่น ๆ มีการกินพลังงานที่ต่ำ และไม่เกิดความร้อนสูง และไม่สามารถซูมเข้าออกหรือปรับขนาดหน้าจอที่ฉายได้

2 Multimedia Projectors

เหมาะสำหรับคนที่ต้องการความใช้งานหลากหลาย อเนกประสงค์ เช่น เอาไว้ตอนดูหนังในห้องนอน, การพรีเซ้นต์ PowerPoint ในที่ทำงาน ไปจนถึงฉาย Slideshow ในงานแต่งงานเลยทีเดียว ถ้าใครคิดจะซื้อเอามาใบ้งานแบบไม่ได้ต้องการระดับจริงจังมาก แต่สามารถนำไปใช้ได้หลายงาน โปรเจคเตอร์ประเภทนี้ก็ถือว่าเหมาะ ตอบโจทย์

ส่วนใหญ่ตัวเครื่องจะมีน้ำหนักตั้งแต่ 1 กิโลกรัม ขึ้นไป มีช่วงความสว่างอยู่ที่ประมาณ 2,500 ถึง 4,500 lumens และมีเลนส์ที่สามารรถซูมได้ แต่ซูมได้เพียง 1.2 ถึง 1.5 เท่า ไม่ได้ให้ความบะเอียดมากนัก และพอร์ทที่มีมาให้กับตัวเครื่อง จะเป็น HDMI, DVI, DisplayPort และ SDI และบางรุ่นยังมีการรองรับการใช้งานผ่านเครือข่ายไร้สายหรือ Wireless รวมถึงความสามารถในการฉายสไลด์ โดยไม่ต้องเชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์อีกด้วย สามารถทำได้หลายอย่างจริง ๆ ถือว่าดีอยู่ ครอบคลุม

3 Short Throw Projectors

โปรเจคเตอร์ประเภทนี้เราจะเห็นได้บ่อย ๆ เวลาเรียนมัธยม มักจะใช้งานกันในห้องเรียนสำหรับสอนคู่กับ Whiteboard ซึ่งโปรเจคเตอร์ประเภทนี้ถือเป็นหนึ่งในประเภทย่อยของ Multimedia Projectors ส่วนใหญ่แล้วประเภทนี้มักจะไม่มีเลนส์ซูม และนิยมติดตั้งกับผนังแนวตั้ง ในจุดที่มีระยะใกล้กับฉากที่ใช้ฉาย (1.5 – 2 ฟุต เท่านั้น) โปรเจคเตอร์ประเภทนี้ส่วนใหญ่ใช้คู่กับฉากขนาดไม่ใหญ่เกิน (กว้างไม่เกิน 8 ฟุต) และมีความสว่างพื้นฐานประมาณ 3,000 Lumens แต่ถ้ามากไปกว่านั้นอาจทำให้เกิดความภาพแตก ไม่ชัด ไม่ละเอียดสมบูรณ์แบบเท่าที่ควร เพราะฉะนั้นควรเลือกโปรเจคเตอร์ให้ถูกประเภทและความต้องการทางการใช้สอย

4 Home Theater Projectors

เครื่องฉายประเภทนี้มีความประสิทธิภาพสูงมากกว่าประเภทอื่น ๆ มาพร้อมกับความสามารถที่มากล้น ส่วนใหญ่ฉายด้วยแสงสว่างที่ต่ำ ประมาณ 1,800 Lumens โดยเฉลี่ย และมีเลนส์ที่มาพร้อมกับคุณสมบัติการซูมได้ในระดับสูง มักจะทำหน้าที่เป็น Multimedia Projector ได้ในตัว

นอกจากนี้ ตัวเครื่องมักจะมีระบบระบายความร้อนที่ดีด้วย ทำให้ไม่เกิดเสียงดังเวลาทำงาน และด้วยความละเอียดระดับ FHD ทำให้สามารถเรียกได้ว่า Home Theater Projectors นี้ เป็นหนึ่งในประเภทที่ดีที่สุดเลยทีเดียว แต่ราคาก็แรงที่สุดด้วยเช่นกันแต่ถือว่าคุ้มค่าต่อการใช้งาน

•เลือกแบบที่ใช่ อันที่โดน

แบบนี้เราก็สามารถที่จะเลือกซื้อโปรเจคเตอร์ให้ตรงตามความต้องการของเราได้แล้ว เพราะโปรเจคเตอร์แต่ละแบบนั้นมีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง หากเราจะนำไปใช้สอยในด้านไหนก็ควรจะเลือกให้ถูกประเภท เพื่อที่จะได้ประโยชน์และประสิทธิภาพที่สูงสุด